เฮ้ย…พม่า!

บทความนี้จะเป็นบทความที่แปลงจาก post เดิมที่เคยเขียนทิ้งไว้เมื่อปี 2010 บน http://watanyaf.wordpress.com

10 ธ.ค. 2010

4.30 เดินทางจากบ้านไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ
5.00 ถึงสนามบินและเข้าแถวรอเพื่อรับตั๋วเครื่องบินที่ได้เช็คอินไปแล้วเมื่อคืน แต่ยังไง๊ก็ยังต้องรอประมาณ 10 นาทีเพื่อรอรับตั๋ว
5.30 หลังจากนั้นก็ต่อคิวเพื่อตรวจพาสปอร์ต ตรงนี้ใช้เวลาประมาณ 30 นาที  (แถวยาวพอสมควร)
6.05 พากระเป๋าเจ้ากรรมไปเข้าเครื่องสแกน (เนื่องจากไม่โหลดเพื่อความประหยัดเพราะบินกับแอร์เอเชีย)

————– เวลาเปลี่ยนเป็นเวลาของนครย่างกุ้ง [ กรุงเทพนั้นเวลาเร็วกว่าย่างกุ้ง 30 นาที] ————————-

8.00 เดินทางถึงสนามบินนครย่างกุ้ง (สนามบินของย่างกุ้งมีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับสุวรรณภูมิของเรา เอาเป็นว่า ขนาดของสนามบินนั้นเหมือนสนามบินต่างจังหวัดของเรา ประมาณสนามบินพิษณุโลกหรือสนามบินอุบลราชธานีแบบนั้นเลย) น้ำหวานต้องรอถึง 40 นาทีเพื่อเช็คอินและปั้มตราประทับ จำเหตุการณ์นั้นได้ว่ากังวลและกลัวที่จะถูกจับตาหรือทำอะไรผิดมากเลย เนื่องจากตอนนั้นพม่ายังไม่เปิดประเทศทหารก็ดูดุ ๆ ก็เลยไม่กล้าแม้แต่จะถ่ายรูปในสนามบิน

การเดินทางครั้งนี้จริง ๆ แล้วไม่ถึงกับเดินทางคนเดียวเพราะว่าจะได้พักกับเพื่อนของป้า ก็เลยรอป้าที่บินมากับเครื่องของการบินไทย เพื่อจะได้เดินทางไปที่พักพร้อมกัน ระหว่างนั่งรอก็ได้สังเกตสิ่งแวดล้อมรอบตัว ทั้งภาษา และการแต่งกาย ผู้คนชาวพม่า (ตอนนี้เค้าให้เปลี่ยนเป็นเมียนมาร์แล้วนะ) จะใส่สะโหร่ง (สะกดถูกรึเปล่าก็ไม่รู้) และรองเท้าแตะหูคีบที่ทุกคนใส่เหมือนกันหมดเลย ผู้ชายจะใส่เป็นพื้นยางรองด้วยหนังและสายเป็นสีดำ ส่วนผู้หญิงก็จะเป็นสีดำกำมะหยี่ บางคนที่ใส่สูทอย่างดีหลายคนก็ยังใส่หูคีบ ลูกทุ่งดี

ระหว่างรอป้าและเพื่อนของป้านั้นก็ได้นั่งจดบันทึกการเดินทางครั้งนี้ แล้วได้มีโอกาสได้คุยกับไกด์ชาวพม่าว่า คำว่าสวัสดีของพม่าพูดว่ายังไง (เฮ้ย! แม่ง! พม่าพูดภาษาอังกฤษดีมาก) ได้คำตอบว่า สวัสดีคือ มิงกะลาบา ส่วนคำขอบคุณนั้นให้พูดว่า เจซูตินบาเล  แต่ก็ใช้เวลาให้การพยายามออกเสียงและฟังเค้าให้ออกซักพักฟังยากอยู่พอสมควร แล้วเมื่อน้ำหวานขอบคุณเค้าที่สอนภาษาพม่าให้ เค้าก็บอกว่าขอบคุณครับ (น่าน! พูดภาษาไทยได้อีกด้วย)

เที่ยวบินถัดมาลงจอดที่สนามบิน เป็นเที่ยวบินมาจากคุนหมิงที่แวะประเทศไทย แล้วรับชาวไทยมาที่พม่านี้ และระหว่างที่นั่งมองผู้คนเดินเข้ามาในสนามบินได้มีโอกาสเห็นนักท่องเที่ยวชาวจีนคนนึงสวมเสื้อฉลอง 60 ปีการฉลองราชสมบัติของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ น่าปลื้มใจแทนคนไทยนะ

9.45 เพื่อของป้าที่เป็นผู้จัดการพื้นที่ของการบินไทยประจำย่างกุ้งก็มารอรับพวกเราไปที่พัก นั่งรถเบนซ์โก้หรูทยานเข้าสู่ตัวเมือง ระหว่างนั่งอยู่ในรถก็ตื่นเต้นตลอดเวลาเนื่องจากการจราจรที่นี่นั้นน่ากลัว ใครใคร่ขับ ขับ ใครใคร่แซงก็แซงไม่ดูอีล้าค่าอีเรืออะไรเลย แย่ยิ่งกว่าในกรุงเทพซะอีก รถได้รับอนุญาตให้ขับทางขวามือ (ตรงกันข้ามกับประเทศไทย) แต่รถยนต์ที่ขับกันในย่างกุ้งนั้นมีทั้งพวงมาลัยทั้งซ้ายและขวา (จะบ้าไปแล้ว) แต่ก็ได้สอบถามไปยังคุณลุงเพื่อนของป้าว่าทำไมถึงได้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ลุงเค้าบอกว่ารถที่นี่ภาษีแพงมาก คนที่มีรถมือหนึ่งขับได้นี่เป็นมหาเศรษฐีกันเลยทีเดียว ส่วนคนธรรมดานั้นก็ขับรถผุ ๆ พัง ๆ มือสามมือสี่แล้ว แท๊กซี่ก็แทบจะเอาแขนหนีบเวลาวิ่งบนท้องถนน เป็นภาพที่ดูแล้วก็ทำให้เกิดความคิดอะไรหลาย ๆ อย่าง แต่ผู้คนก็ไม่ได้ดูเศร้าแต่อย่างใด พวกเค้าก็มีความสุขในแบบของพวกเค้า คนพม่าที่นี่มีน้ำใจและน่ารักกว่าคนในเมืองใหญ่ ๆ หลาย ๆ เมืองในโลกนี้เลยทีเดียว

ตึกรามบ้านช่องก็ดูสวยแบบป่วย ๆ เพราะว่าไม่ได้รับการดูแลรักษา รูปแบบสวยงามแต่ดูไม่สะอาดตา ขยะอยู่บนจานดาวเทียมเต็มไปหมด ได้ถามไปยังคนขับรถว่าทำไมไม่ดูแลกันเลย น่าเสียดายที่ปล่อยให้เมืองดูไม่สะอาดได้ถึงขนาดนี้ ทางคนขับรถชาวพม่าก็บอกว่าเป็นเพราะว่าทางการได้ย้ายเมืองหลวงทำให้ย่างกุ้งนั้นถูกปล่อยปละละเลย และตั้งแต่โดนไซโครนนากิสก็ไม่ได้รับการปรับปรุงอะไรมากมาย

การเที่ยวและมองเห็นเมืองในย่างกุ้งทำให้นึกถึงประเทศไทยย้อนไปเมื่อ 15 ปีหรือมากกว่านั้น ดูคลาสสิคนะแต่ไม่ค่อยมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากหรอก ตอนที่น้ำหวานไปนั้นตู้เอทีเอ็มก็ไม่มี รูดบัตรเครดิตก็ยาก ค่าอินเตอร์เน็ทคาเฟ่ก็แพง ทำให้ไม่สามารถเล่นอินเตอร์เน็ทได้เลย อีกอย่างอินเตอร์เน็ทที่นี่ก็บล๊อกโน่นนี่นั่นเยอะไปหมด

จะใช้โทรศัพท์มือถือก็ลำบาก สัญญาณโรมมิ่งก็ไม่มี ปิดหูปิดตาทุกอย่าง มีเพียงสมุดโน้ตกับปากกาหนึ่งด้ามในการใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ อ้อ! มีกล้องอีกหนึ่งตัว

พระหน้าหวาน

จุดหมายแรกที่แวะหลังจากที่เดินทางมาถึงคือวัด Schao-ta-kyo ซึ่งเป็นวัดที่มีพระปางไสยาตองค์ใหญ่ ลุงผู้นำทางบอกว่าเค้าเรียกกันว่าพระหน้าหวาน เนื่องจากใบหน้าขององค์พระนั้นมีสีสันและรูปใบหน้าที่สวยงาม ก่อนหน้าที่จะเดินลงไปเดินลุยสังเกตเห็นว่าลุงผู้นำทางนั้นได้จัดแจงนำทิชชู่เปียกออกมาให้ แล้วก็รู้เลยว่าทำไม เพราะว่าตอนเดินในวัดรู้สึกว่าฝุ่นเยอะมาก และพอเช็ดเท้าหลังจากที่กำลังจะขึ้นรถ ใช่ค่ะ ทิชชู่เป็นสีน้ำตาลเข้มเลย

[คำแนะนำ: โปรดพกทิชชู่เปียกติดตัวคุณไปทุกที่ที่คุณไปเที่ยว และอย่าลืมแอลกอฮอล์ล้างมือ และคุณจะรู้ว่าสิ่งเหล่านี้มันดีอย่างไร]

12.00 ถึงเวลาทานอาหารกลางวัน (หิวเหมือนกันนะเพราะว่า ณ ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ  12.30 ที่กรุงเทพฯ) ได้มีโอกาสทานอาหารพม่าแท้ ๆ รสชาดอร่อยแต่……….คนเยอะหนึ่ง สอง.อาหารมันมาก น้ำมันที่ผัดอยู่ประมาณครึ่งถ้วย อาหารที่อร่อยที่สุดก็คือปลาทอด นอกจากนี้ ขนมหวานของพม่าก็แตกต่างจากที่บ้านเราเป็นอย่างมาก เพราะว่ามันมีลักษณะเหมือนเมี่ยงดอง และทานคู่กับน้ำตาลปึกที่ปั้นเป็นก้อน

หลังอาหารกลางวัน ก็ได้เดินทางไปยังอีกวัดนึง ชื่อว่า  Bo-Doe-Tao ที่มีรายล้อมไปด้วยทองทั้งภายนอกและภายในอาคาร  (ลักษณะคล้ายกับเจดีย์ชเวดากอง -แต่มีขนาดที่เล็กกว่า) มีพื้นปูด้วยหินอ่อนเลยทำให้เวลาเดินค่อนข้างลื่น ด้านนอกมีฝนตกก็เลยต้องระวังหัวแตกเป็นพิเศษ แต่ก็ยังดีกว่าเดินตอนวันแดดออกจัด ๆ เท้าคงจะพองกันพอดี เพราะว่าที่พม่านี่ วัดทุกวัดถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่เคารพบูชามาก ถึงแม้ว่าพระและชีนั้นจะถือขันขอทานอยู่ร่ำไป แต่ชาวพม่าให้ความเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก ชาวพม่าจะทำบุญกันเยอะมากคาดว่าทำบุญเพื่อหวังให้ชีวิตหน้านั้นดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

13.30 ตะลอนเที่ยวรอบ ๆ เมืองที่ตึกต่าง ๆ มีลักษณะโคโลเนียล ตึกเหล่านั้นทำให้ย้อนนึกถึงบอสตัน ตึกมีความสวยงามแต่ไม่สะอาด ระหว่างเดินทางได้เห็นผู้คนมารวมกันราวกับประท้วงก็เลยถามออกไปว่าเค้าทำอะไรกัน คนขับรถก็บอกว่าสถานที่นี้คือที่ทำการพรรคเอ็นแอลดี ของ ออง ซาน ซู จี หัวใจน้ำหวานก็เต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น อยากเห็นหน้า ออง ซาน ซู จี ซักครั้ง แต่คนขับรถก็บอกว่า ไม่ได้ เนื่องจากชาวต่างชาติที่เข้าไปอยู่บริเวณนั้น จะถูกจับตามองเป็นพิเศษ หรืออาจถูกจับได้

ต่อจากนั้น เราก็ใช้เวลาอย่างคุ้มค่า เดินทางมายังตลาด bokyok ที่ถือเป็นตลาดค้ามุกอย่างเอิกเกริก และยังมีไม้กฤษณาที่แกะสลักเป็นรูปต่าง ๆ เดินไปทางไหนก็หอมกลิ่นไม้กฤษณา มีการขายเพชร พลอย จนไปถึงเสื้อผ้า ที่ตลาดนี้น้ำหวานได้ซื้อรองเท้าแบบพม่าเป็นที่ระลึกไว้หนึ่งคู่ และเสื้อจำนวนหนึ่ง กระเป๋าใส่เหรียญเป็นของฝากเพื่อนที่ทำงาน และอย่าตกใจถ้าคุณไม่มีเงินจ๊าดของพม่าเหลือในกระเป๋า และหาเอทีเอ็มไม่ได้ เพราะว่าคุณสามารถจ่ายด้วยเงินบาทของคุณได้เลย ชาวพม่ายินดีมากถ้าคุณจ่ายเงินเป็นเงินบานให้แกพวกเขา

18.00 ถึงเวลาเดินทางไปเยี่ยมชมเจดีย์อันเลื่องชื่อ ชเวดากอง และที่นี่ทำให้น้ำหวานได้รูปสวย ๆ เยอะมาก เล่าให้ฟังนิดนึง เจดีย์ชเวดากองนั้น ถูกสร้างขึ้นด้วยทองและประดับประดาด้วยเพชรนิลจินดา ทั้งนี้ บนยอดเจดีย์มีเพชร 76 กะรัตถึง 3 เม็ด (ใครอยากจะขโมยก็สามารถเสี่ยงตายปีนขึ้นไปได้เลย) และต้องไปที่พิพิธภัณฑ์จะเห็นภาพถ่ายจากบนยอดเจดีย์ จะเห็นถึงความศรัทธาของชาวพม่าที่นำสร้อยทอง แหวนเพชร มาประดับบนยอดเจดีย์จำนวนมากแสดงถึงความศรัทธาให้พระพุทธเจ้า และพระพุทธศาสนา

นอกจากเจดีย์ชเวดากองแล้วเจดีย์โดยรอบก็ทำด้วยทองและประดับด้วยเครื่องเพชร หรือสร้อยทองเช่นกัน และเมื่อเดินไปรอบ ๆ จะมีจุดให้หยุดชมสีสะท้อนของเพชรบนยอดเจดีย์ แต่ละจุดสีจะแสดงให้เห็นแสงสะท้อนแต่ละสีของเพชร ทั้ง เขียว เหลือ ส้ม และน้ำเงิน อัศจรรย์ใจยิ่งนัก

ภาพแสดงเงาบนท้องฟ้าที่เกิดจากการส่องไฟไปยังเจดีย์

และท้องฟ้าได้วาดภาพแสดงความยิ่งใหญ่ของเจดีย์ด้วยเงาสะท้อนที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้า 20.00 หยุดพัดหน้ามันที่ร้านอาหารไทยชื่อว่า Sabye@DMZ ซึ่ง DMZ เป็นชื่อถนนบริเวณหน้าร้านที่ทำให้หวนนึกถึง DMZ ที่กั้นระหว่างพรมแดนเกาหลีเหนือและใต้

21.00 หลังจากท้องอิ่มแล้วก็กลับมาที่โรงแรมที่พัก จริง ๆ แล้วมันก็คือที่พักของคุณลุงผู้นำเที่ยวนั้นแหละ ที่เช่าโรงแรมเป็นที่พักระหว่างปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ย่างกุ้ง ระหว่างเดินทางกลับเมืองย่างกุ้งนั้นเงียบสงัด ดูเหมือนไม่มีผับหรือบาร์ แต่พอถามออกไปเค้าก็บอกว่าจริง ๆ ที่ย่างกุ้งก็มีบาร์และผับนะแต่ไม่เยอะ

11 ธ.ค. 2010

เงินจ๊าด

11.00 ตื่นนอนและออกมาเดินสำรวจที่พัก และมานั่งเล่นบริเวณล๊อบบี้ และย้ายก้นไปยังร้านกาแฟน่ารัก ๆ ในโรงแรมสั่ง Panacotta ที่ราคา 5 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5000 จ๊าด รสชาดเหรอ…ก็งั้น ๆ แหละ นอกจากนี้ก็ยังได้ทานอาหารเช้าแบบอเมริกันที่น้ำหวานโปรดปราน ประกอบไปด้วย ขนมปังปิ้ง แยมสตอเบอร์รี่ ไข่ดาว เบคอน แฮม และไส้กรอก

หลังจากได้จับจ่ายด้วยเงินจ๊าด ก็คิดได้ว่าค่าของเงินนี้ก็เท่า ๆ กันกับเงินวอนของเกาหลีนั่นแหละ แตกต่างกันก็เพียงความสะอาดของแบงค์ (พูดตรง ๆ เลยไม่ได้สื่ออะไรให้เป็นนัย) แต่ที่ต้องใช้เงินกับรูปแบบนี้ก็เพราะว่าเงินเหล่านี้จำเป็นต้องใช้เพราะว่านำไปแลกคืนกับธนาคารไม่ได้ ธนาคารไม่รับ และถ้าไปแลก ธนาคารก็จะบอกว่าโยนมันทิ้งไปซะ ดังนั้นคนที่ไม่ได้มีฐานะ ก็จำเป็นต้องใช้เงินเหล่านี้ (น่าสงสารนะ) ลุงผู้นำเที่ยวให้พวกเราแยกเงินออกจากกระเป๋าเลย ให้ใส่ในถุง ziplock แทน เพราะว่าเงินไม่สะอาดเอามาก ๆ และอาจจะมีเชื้อโรค รู้สึกแปลก ๆ และเหมือนจะเหยียดแต่จำเป็นเพื่อสุขภาพของเรา ชาวพม่าจะเหน็บเงินไว้ที่ขอบเอว ดังนั้น เงินก็จะถูก ๆ ไถ ๆ บริเวณดังกล่าว

[คำแนะนำ ในตลาดขายของในพม่า สามารถใช้เงินต่างชาติได้อย่างสบาย ๆ เลย โดยไม่จำเป็นต้องพกเงินจ๊าด]

ในพม่านั้น ไม่ค่อยมีอะไรให้ดูมากมายหรอก มีก็แต่เพียงวัดวาอาราม และเจดีย์ทองคำ ที่เกิดจากแรงศรัทธาของผู้คนที่นี่ คนไทยส่วนใหญ่ที่มาเที่ยวที่นี่ก็เน้นเป็นการเที่ยวไหว้พระซะเป็นส่วนใหญ่